วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การวิ่งสิบกิโลเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง ;)

ปกติผมวิ่งที่สวนสาธารณะในมอทุกวัน วันละ 20 รอบ/1ชั่วโมง 
ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร

การวิ่งสิบกิโลเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง สำหรับผมไม่มีเทคนิคอะไรหรอกครับ ผมแค่ตั้งใจว่าจะวิ่งให้ครบ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง และผมได้เจอบทความนี้ โดย พลโทธงชัย ตระสินธุ์ เผื่อจะเป็นเทคนิคให้เพื่อนๆซ้อมวิ่งกันเอง  


                อันดับแรกที่ต้องปฏิบัติคือ ยืด เหยียดกล้ามเนื้อทุกส่วน แขน ขา ไหล่ เอว ข้อมือ ข้อเท้า น่อง ต่างๆ เหล่านี้ เสร็จแล้วจึงอบอุ่นร่างกาย ด้วยการเดินหรือวิ่งเหยาะเบาๆ เวลาตั้งแต่ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ จนถึงอบอุ่นร่างกาย ประมาณ 15 -20 นาที ร่างกายจึงจะพร้อมฝึกซ้อมได้ 
การฝึกซ้อมวิ่ง มีเทคนิคในการฝึกซ้อมด้วยกัน 3 ข้อ ด้วยกันดังนี้. 
1. Tempo run การวิ่งเพื่อสร้างความแข็งแรง เป็นการฝึกซ้อมวิ่งที่พวกเรา ส่วนใหญ่ฝึกซ้อมกันอยู่ ความเร็วของการฝึกซ้อมจะช้ากว่าความเร็วตามเป้าที่เราต้องการเล็กน้อย 
2. Speed Work การวิ่งเร็วสลับช้า หรือเรียกภาษากีฬาว่า เข้าคอร์ส การวิ่งจะให้ทันเวลา หรือเพื่อเป็นเลิศ การลงคอร์ส นี่สำคัญมาก 
3. Long Run การวิ่งระยะยาว เพื่อให้ร่างกายเกิดความอดทน วิ่งตามระยะทางที่เราต้องการได้ 

           มีข้อแนะนำฝึกซ้อมตามเทคนิคที่ให้ 3 ข้อ ฝึกซ้อมใน 1 สัปดาห์ ประมาณ 4 - 5 วัน จัดวันพักในสัปดาห์ อย่างน้อย 2 วัน และทำการฝึกซ้อมตามเทคนิคดังนี้ 
1. การฝึกซ้อม Tempo ฝึกซ้อมครั้งละประมาณ 5 กิโลเมตร  เพื่อ Cool down ยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย 
2. การฝึกซ้อม Speed Work การฝึกวิ่งเร็วสลับช้า ความเร็วเท่าไร ก็ต้องเร็วกว่าเป้าที่เราต้องการนิดๆ ยกตัวอย่างง่ายให้เห็นภาพ เช่น ต้องการวิ่ง 1 กิโลเมตร ภายใน 5.30 นาที เมื่อเราฝึกวิ่ง speed work(ลงคอร์ด) ระยะ 400 เมตร ต้องทำเวลา 2 นาที (400 เมตรที่เหลือ อีก 2 นาที 200 เมตรอีก 1 นาที ) เมื่อบวกเวลาให้เต็ม 1 กิโลเมตร จะใช้เวลาเพียง 5 นาที เร็วกว่าเวลาที่เราต้องการเล็กน้อย การฝึกซ้อมในลู่วิ่ง หลังจากยืดเหยียด และวอร์มอัพตามกรรมวิธีแล้ว มาวิ่ง speed (วิ่งยกเข่าสูง ลงเท้าครึ่งฝ่าเท้า) ทางตรง ด้านยาวทีละด้าน 
3. Long Run การฝึกการซ้อมวิ่งระยะทางไกล เป้าหมายในการทดสอบของเรา 10 กิโลเมตร การฝึกซ้อมวิ่งระยะไกล ควรวิ่งระยะทางไกลกว่า 10 กิโลเมตร อาจเป็น 12 - 15 กิโลเมตร 


          ถ้าเพื่อนๆฝึกซ้อมตามแผนหรือเทคนิคที่แนะนำไปนี้ อีก 1 - 2 เดือน เข้าวงรอบทดสอบอีกครั้ง ผมรับประกัน เวลาลดลงอย่างแน่นอน ฝึกซ้อมบ่อยๆ ให้เป็นนิสัย ออกกำลังเหมือนยาเสพติดเช่นกัน ฝึกซ้อมบ่อยๆ จะเคยชิน สุขภาพร่างกายแข็งแรง คนที่เป็นภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สามารถทุเลาได้ จนถึงหายขาด ผู้เขียนในรอบ 10 ปี แทบไม่เป็นหวัดเลย 


ข้่อมูลจาก :: http://www.thaijoggingclub.net/story_post.php?story_id=20

ทักษะการวิ่ง...เพื่อสุขภาพ


เคยมีคนบอกว่า “สุขภาพดีส่วนหนึ่งมาจากการออกกำลังกาย” การออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายและนิยมกันมากคือการวิ่งเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีความแตกต่างกับการวิ่งเพื่อแข่งขัน โดยการวิ่งเพื่อสุขภาพ (จ๊อกกิ้ง) เป็นการวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วระหว่างการเดินกับการวิ่งเร็ว การวิ่งที่ได้ผลดีต้องเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง โดยมีข้อแนะนำเพื่อนำไปปรับใช้ในการวิ่งเพื่อสุขภาพมาฝาก 


ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 
  
          1. เทคนิคในการวิ่ง 
  
          การลงเท้าที่ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บสำหรับนักวิ่งเพื่อสุขภาพ โดยส้นเท้าจะสัมผัสพื้นก่อน ทั้งฝ่าเท้าจึงจะตามลงมา และเมื่อปลายเท้าหมุนลงมาแตะพื้นก็เป็นจังหวะที่ส้นเท้าเปิดขึ้น ปลายเท้าก็จะคล้ายตะกุยดิน ถีบตัวเหมือนสปริงดีดตัวขึ้นบนและเคลื่อนไปข้างหน้า จุดที่เท้าสัมผัสพื้นควรตรงกับหัวเข่า งอเข่านิดๆ เท้าควรจะสัมผัสพื้นหลังจากที่ได้เหยียดออกไปข้างหน้า ส่วนอีกเท้าเหวี่ยงไปข้างหลัง ควรจะลงแตะพื้นเบา 
  
          นักวิ่งส่วนใหญ่จะลงพื้นด้วยริมนอกของเท้าและหมุนเข้าด้านใน ซึ่งการหมุนเข้าด้านในช่วยเป็นเกาะกันกระแทก การลงเท้าและการก้าวเท้าจะช่วยให้วิ่งเร็วขึ้น ส่วนจะก้าวยาวหรือสั้นนั้นขึ้นอยู่กับนักวิ่งว่าต้องการความเร็วแค่ไหน โดยนักวิ่งเร็วจะลงพื้นด้วยปลายเท้าก่อน ส่วนนักวิ่งระยะกลางจะลงพื้นด้วยอุ้งเท้าก่อน และสำหรับนักวิ่งระยะไกลและนักวิ่งเพื่อสุขภาพจะลงด้วยส้นเท้าก่อน 
  
          ท่าทางในการวิ่ง ควรวิ่งให้หลังตรงและเป็นธรรมชาติมากที่สุด ศีรษะตรง ตามองตรงไปข้างหน้า ให้ส่วนต่างๆจากศีรษะลงมาหัวไหล่และสะโพกจนถึงพื้นเป็นเส้นตรง ลำตัวไม่โน้มไปด้านหน้าหรือเอนไปด้านหลัง 
  
          การเคลื่อนไหวของแขนจะช่วยเป็นจังหวะและการทรงตัวในการวิ่ง ขณะวิ่งแขนแกว่งไปมาเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกาไปตามแนวหน้าหลัง พยายามอย่าให้ข้อศอกงอเข้ามาแคบกว่า 90 องศา หัวแม่โป้งวางบนนิ้วชี้สบายๆ กำนิ้วหลวมๆ ข้อมือไม่เกร็ง บางครั้งอาจเหยียดแขนตรงลงมา หรือเขย่าแขนเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวบ้างหลังจากยกแขนไว้นานๆ 
  
          การหายใจควรหายใจเข้าทางจมูกและปล่อยลมหายใจออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปาก อย่างไรก็ดี ให้ยึดกฎง่ายๆ คือ การหายใจควรเป็นไปตามสบาย และพยายามหายใจด้วยท้อง การหายใจด้วยท้องคือ สูดหายใจเข้าไปในปอดจนท้องขยาย และบังคับปล่อยลมให้ออกมาด้วยการแขม่วท้อง การหายใจไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เกิดการจุกเสียดขณะวิ่งได้ 
  
          2. ความหนัก ความนาน และความบ่อยของการวิ่ง 
  

          ความหนักหรือความเร็ว ควรใช้ความเร็วที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยจนต้องหายใจแรง แต่ไม่ถึงกับต้องหายใจทางปากหรือมีอาการหอบ เมื่อวิ่งไปแล้ว 4 - 5 นาทีควรมีเหงื่อออก ยกเว้นในอากาศเย็นจัดอาจยังไม่มี แต่สามารถวิ่งต่อไปได้เกิน 10 นาที อาจใช้ความเร็วคงที่ตลอดระยะทาง หรือจะวิ่งเร็วสลับช้าบ้างก็ได้ แต่การวิ่งติดต่อกันโดยไม่หยุดถึง 10 นาทีเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาหรือวิ่งเป็นประจำอยู่ก่อน ฉะนั้นผู้ที่เริ่มวิ่งทุกคนจึงไม่ควรตั้งความหวังสำหรับการวิ่งครั้งแรก ว่าจะวิ่งให้ได้ตลอดมากกว่า 10 นาทีโดยไม่สลับด้วยการเดิน 
  
          ความจริงแล้วการวิ่งสลับกับการเดินยาวๆ โดยไม่หยุดวิ่งในวันแรกๆเป็นสิ่งถูกต้อง เพราะเป็นการผ่อนคลายร่างกาย ไม่ทำให้เกิดความเครียดมากจนเกินไป แต่ในวันต่อๆไปควรเพิ่มระยะเวลาของการวิ่งให้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการเดินให้น้อยลง จนในที่สุดสามารถวิ่งเหยาะๆ ได้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 นาทีโดยไม่ต้องสลับด้วยการเดิน และทำเช่นนี้อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ จึงถือได้ว่าเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ 
  
          3. การอบอุ่นร่างกายก่อนวิ่งและการผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง 
  
          ก่อนและหลังวิ่งทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายประมาณ 4 - 5 นาที โดยวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วที่น้อยกว่าที่ใช้วิ่งจริง พร้อมทำกายบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย 
  
          แต่บางครั้งร่างกายอ่อนแอ อาจอดนอนหรือเจ็บไข้ หรือวิ่งในขณะอากาศร้อนจัดและไม่ได้ทดแทนน้ำและเกลือแร่พอเพียง อาจเกิดอาการที่ส่อ “สัญญาณเตือนอันตราย” ขึ้นขณะวิ่งได้ เช่น อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้หรือหน้ามืดเป็นลม รู้สึกหายใจไม่ทันหรือหายใจไม่ออก ใจสั่น แน่นเจ็บตื้อบริเวณหน้าอกหรือลมออกหู หูตึงกว่าปรกติ มีบางรายอาจควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ ซึ่งถ้าเกิดมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นให้ทำตามลำดับ ดังนี้ 
  
          1. ขณะวิ่งให้ชะลอความเร็วลง หากอาการหายไปอย่างรวดเร็วอาจวิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วยความเร็วที่ชะลอแล้ว 
  
          2. แต่หากชะลอความเร็วแล้วยังมีอาการอยู่อีกให้เปลี่ยนเป็นเดิน 
  
          3. ถ้าเดินแล้วยังมีอาการอยู่ต้องหยุดนั่งหรือนอนราบจนว่าอาการจะหายไป 
  
          4. ในวันต่อไปต้องลดความเร็วและระยะทางลง 
  
          5. ถ้าอาการที่เป็นสัญญาณเตือนอันตรายไม่หายไปแม้พักแล้วเป็นเวลานาน ต้องรีบปรึกษาแพทย์ 
  
          สำหรับประโยชน์ของการวิ่งมีมากมายตั้งแต่.. 
  
          1. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย 
  
          2. ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดภาวะกระดูกพรุน 
  
          3. ช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น 
  
          4. ช่วยควบคุมน้ำหนักของร่างกาย 
  
          5. กระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดรฟินขึ้น ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด และทำให้รู้สึกสุขสบาย 
  
          สุดท้ายจะดีมากถ้าการวิ่งใช้เสื้อและกางเกงที่ทำจากผ้าฝ้าย ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป รวมทั้งรองเท้าหุ้มส้นที่พอดีกับขนาดและรูปเท้า ตลอดจนพื้นรองเท้าควรหนาและนุ่ม 

วิ่งเพราะใจรัก :)

ผมรักการวิ่งออกกำลังกายมาก วิ่งทุกวัน เป็นเวลา 3- 4 ปีแล้วว  ถ้าวันไหนไม่ได้วิ่งผมรู้สึกว่าร่างกายขาดอะไรไปซักอย่าง รู้สึกอัดอึด ร่างกายไม่ได้เผาผลาญ ผมเลยเรียกว่า "วิ่งเพราะใจรัก "  

ผมจึงอยากนำเสนอข้อน่าคิดจาก อาจารย์บุญส่ง เอ็งสุโสภณ ชนรมนักวิ่งเพื่อสุขภาพเกาะสมุยมาให้อ่าน

อาจารย์ เล่าว่า คนเราจะวิ่งได้ดี ก็ต่อเมื่อ ใช้หลัก 3 ประสาน คือ ใจหนึ่ง , วินัยหนึ่ง และความรู้อีกหนึ่ง ครบสามอย่างเมื่อไร เราก็จะสามารถเป็นนักวิ่งที่มีศักยภาพพัฒนาได้ และปราศจากการบาดเจ็บ สมควรที่พวกเราจะรับฟังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรายที่กังขาว่าทำไมตนเอง ก็ว่าฝึกดีแล้ว แต่ไม่กระเตื้องขึ้น จะได้หมั่นตรวจสอบว่าที่ตนเองฝึกทำนั้น มันเป็นเพียงแง่เดียว มุมเดียว ยังไม่รอบด้าน ส่วนอื่นยังละเลย ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร จึงไม่พัฒนานั่นเอง 


1)
ใจ ที่ว่า “ใจ” นั้น เพราะ “ใจ” เป็นประธาน ในพฤติกรรมของคนเราทั้งมวล จะได้ดี , จะตกต่ำ , สำเร็จหรือล้มเหลว ก็เพราะใจเป็นที่ตั้ง โดยที่ใจนั้นต้องเป็นใจที่คิดบวก มองหาแต่สิ่งดีๆในตัวเราและผู้อื่นในทุกสถานการณ์ เช่น คู่ประกบที่เราเคยเจอทุกสนาม ตอนนี้เขาพัฒนาขึ้นมาก เราต้องเข้าใจว่า นี้เป็นนิมิตที่ดีจะได้เป็นสิ่งกระตุ้นให้เราฝึกได้เร็วขึ้นด้วย ไม่ใช่ “ตายละวา ฉันแพ้เขาแน่ๆ” 

การคิดบวก คือ การให้โอกาสตนเอง ผิดพลาดแล้วเริ่มต้นใหม่อย่างไม่มีจำนวนจำกัด ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีใครที่วิ่งเก่งตั้งแต่เกิด ตราบใดที่รู้ตัว เราย่อมเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ คิดบวกด้วยการก้าวไปพร้อมกับผู้อื่น อย่างที่ อาจารย์บุญส่งกำลังบอกแนวทางอยู่นี่ไง ท่านไม่หวงวิชา บอกให้คนที่ทำได้เอาไปทำ เพื่อท้ายที่สุด ผลดีก็จะตกอยู่กับตัวผู้ปฏิบัตินั่นเอง ในที่อื่นเราจะพบว่านักวิ่งบางคน คุยเรื่องอะไรก็คุยได้ พอชวนคุยเรื่องเคล็ดลับการฝึก เริ่มออกอาการหวงวิชา พูดน้อยลง ถามคำตอบคำ ไม่มีคำอรรถาธิบายรายละเอียด ความรู้ที่บอกไป ก็เอาไปทำในภาคปฏิบัติไม่ได้ 

คิดบวก ที่ดำรงอยู่และจัดการกับสิ่งต่างๆอย่างปราศจากความวิตกกังวล จัดการในสิ่งที่พึงจัดการ และเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราจะลงมือทำไม่ได้ 

ใน อีกด้านหนึ่ง “ใจ” เป็นใจที่ต้องดูแลปกครองตนเองให้อยู่ในกรอบที่พอเหมาะพอควร ไม่เตลิดไปกับความอยากวิ่งมากเกินไป , วิ่งเร็วเกินไป และวิ่งอย่างกระชั้นชิดเกินไป เราเป็นนักวิ่ง มันอยากวิ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่บางครั้ง (บ่อยเสียด้วย) ร่างกายไม่อำนวย ระยะนั้นไม่สมบูรณ์ ซ้อมไม่ถึง การที่จะออกสนามบ่อยขนาดไหนต้องรู้จักประมาณตน หรือ การบาดเจ็บจากวิ่ง ต้องพักให้หายดีเสียก่อนค่อยออกมาวิ่ง กลับทนไม่ไหว ออกมาแล้ว กลับเจ็บอีก กลายเป็นเรื้อรัง แทนที่จะหยุดเพียง 1 สัปดาห์ กลายมาเป็นต้องหยุดไป 2 เดือน หายบ้าไปเลยเพราะปรนเปรอตามใจตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล 

ใจในแง่ นี้ คือใจที่ระงับยับยั้ง ไม่ให้เข้าฟาดฟันต่อตี ที่จอมยุทธทุกผู้ยอมรับว่า “ยากกว่า” ใจที่หาญเข้าบุกทะลุทะลวงมากนัก (ให้ตามไปอ่านบทความเรื่อง “วิ่งเนี่ยะ.....มันอยู่ที่ใจ” ของผู้เขียนประกอบด้วย) 

การใดๆก็ตาม หากเราต้องการสิ่งนั้นมากพอ เราย่อมทำ ย่อมสรรหามันได้เสมอ แม้บางเรื่องก็ชอบนะ ก็อยากอยู่ แต่เมื่อมันมีระดับความต้องการที่ไม่มากพอ มันจึงเฉไปหาสิ่งเร้าอื่นเสมอ แต่หากคุณรักที่จะพัฒนาวิ่งมากพอ เท่าเทียมหรือมากกว่าแชมป์ คุณก็สามารถอุทิศทุ่มเทได้นั่นเอง 

ใจตรงนี้ พวกเราต้องมีให้ได้ นี้เป็นประการแรก 

2)
วินัย การมีใจรักอย่างเดียวแต่ไร้วินัยก็ล้มเลิกเร็วมาก เราต้องแจ่มชัดในภาพฝันที่เราปรารถนาเสียก่อน เมื่อชัดเจนแล้วเราจะมั่นคงได้ไม่โลเล ตอนที่นึกฝัน ไม่ใช่เห็นแต่ภาพว่าฉันจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เท่านั้น แต่ต้องจินตนาการไปด้วยว่า การฝึกปฏิบัติเพื่อให้ถึงจุดตรงนั้น มีบางครั้งเท่านั้นที่จะฝึกได้อย่างสบาย มีบ้างที่ไม่อยากฝึกและเบื่อหน่ายก็ยังเป็นไปได้ คนเราคิดอ่านจะทำการใหญ่ใดๆต้องรู้จักวินัยควบคุมกายใจ ซ้อมเป็นซ้อม , พักเป็นพัก , หนักเป็นหนัก , เบาเป็นเบา ต้องรู้ อย่ามั่ว , อย่าวิ่งสะเปะสะปะกับเพื่อนวิ่งตามอารมณ์ วันนั้นจะกลายเป็นไม่ได้วิ่งตามเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ว่าจะฝึกอะไร เป้าหมายคลาดเคลื่อน 

3)
ความรู้ ถ้ามีใจให้ มีวินัยช่วยสานต่อ แต่ถ้าเป็นไปอย่างปราศจากองค์ความรู้ ผลลัพธ์ที่ดีย่อมไม่บังเกิด เข้าภาษิตโง่แต่ขยัน ต่อให้ฝึกจนตายได้ระยะทางเยอะแยะ เสียเหงื่อเป็นปี๊บ แต่เป้าหมายวิ่งเอื้อมไม่ถึง (Junk Miles) ตรงนี้ ความรู้ที่ว่าด้วยเวชศาสตร์กีฬาในพอศอนี้ มีผลวิจัยมากพอสมควรที่เราจะหารู้ได้ไม่ยากนัก 

ตัวความรู้ สามารถแบ่งออกย่อยๆเป็น ศาสตร์อย่างหนึ่ง กับ ศิลป์อีกอย่างหนึ่ง ศาสตร์จะเป็นเรื่องของตัวการฝึก เป็นเนื้อหาเดียวกับที่โค้ชดูแลให้เราวิ่งตามตารางที่วางไว้อย่างฉลาดว่า คอร์ทอย่างไร ยืดเส้นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งจะไม่ขยายในที่นี้ เกือบทั้งหมดคือสิ่งที่เราพยายามสรรหาเกี่ยวกับสูตรวิ่งต่างๆนั่นเอง 

ส่วน ตัวศิลป์ หรือศิลปะ ก็เป็นตัวความรู้อีกอย่างหนึ่งนั่นเองที่ต้องฝึกเรียนรู้ไป เพื่อปรับเปลี่ยนเอาศาสตร์นั้นไปใช้กับตัวเองในทางปฏิบัติให้ได้ ลำพังความเป็นตัวศาสตร์ก็ว่าไว้อย่างกลางๆ มันมีหลักการของมันวางอยู่ให้ใครๆหยิบไปใช้ แต่ศิลป์ตรงนี้นับเป็นความสามารถดัดแปลงศาสตร์รู้นี้เข้ากับวัตรปฏิบัติ , สอดรับกับจริตของผู้ฝึก ให้ดำเนินไปอย่างมีแรงเสียดทานให้น้อยที่สุด ของอย่างนี้ต้องหยั่งจิตใจผู้ฝึกให้ถึงด้วย 

จะว่าไปแล้ว ทั้งหมดนี้
1) ใจ
2) วินัย
3) ความรู้ = ประกอบด้วย 3.1 ศาสตร์ และ 3.2 ศิลปะ
มี เพียงตัวศาสตร์ 3.1 เท่านั้นที่เราได้มาจากที่อื่น (ปรโตโฆษะ) ส่วนประการที่เหลืออื่นย่อมเกิดภายในตัวเอง ด้วยการไตร่ตรองดำริอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ที่บุพการีอาจปูพื้นมาตั้งแต่การอบรมบุคลิกเราให้เป็นคนเยี่ยงไรด้วยตั้งแต่ ยังเล็ก มีส่วนอยู่มาก 
ดังนั้นเมื่อนักวิ่งคนหนึ่งฝึกแล้วพัฒนาขึ้น แต่อีกคนไม่พัฒนาขึ้น ทั้งๆที่ฝึกสูตรเดียวกัน จึงย่อมยังมีความเป็นไปได้ด้วยเหตุนี้เอง 
ศิลปะ ของการฝึกวิ่งจึงเป็นเรื่องของความสามารถปรับเปลี่ยนให้ตัวเองได้รับผลของ การฝึกแต่ละชนิดที่กำหนดไว้ในตารางวิ่ง ที่เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดทุกฝีก้าวมิใช่หรือ? โดยที่หน้าที่ศิลปะจะทำก็คือเกาะเกี่ยวร้อยรัดไปกับใจและวินัยอย่างเป็น บูรณาการ ในทิศทางที่ศาสตร์ได้กำหนดไว้ 

ถ้าเพื่อนๆนักวิ่งทำได้อย่างนี้ ผมรับประกันว่าความสำเร็จในโลกแห่งการวิ่ง จะต้องมาถึงคุณอย่างแน่นอน 
 
โดย กฤตย์ ทองคง ( 2008-09-01  เวลา 10:07:00)
จาก Thai Jogging Club   www.thaijoggingclub.net