วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิ่งเพราะใจรัก :)

ผมรักการวิ่งออกกำลังกายมาก วิ่งทุกวัน เป็นเวลา 3- 4 ปีแล้วว  ถ้าวันไหนไม่ได้วิ่งผมรู้สึกว่าร่างกายขาดอะไรไปซักอย่าง รู้สึกอัดอึด ร่างกายไม่ได้เผาผลาญ ผมเลยเรียกว่า "วิ่งเพราะใจรัก "  

ผมจึงอยากนำเสนอข้อน่าคิดจาก อาจารย์บุญส่ง เอ็งสุโสภณ ชนรมนักวิ่งเพื่อสุขภาพเกาะสมุยมาให้อ่าน

อาจารย์ เล่าว่า คนเราจะวิ่งได้ดี ก็ต่อเมื่อ ใช้หลัก 3 ประสาน คือ ใจหนึ่ง , วินัยหนึ่ง และความรู้อีกหนึ่ง ครบสามอย่างเมื่อไร เราก็จะสามารถเป็นนักวิ่งที่มีศักยภาพพัฒนาได้ และปราศจากการบาดเจ็บ สมควรที่พวกเราจะรับฟังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรายที่กังขาว่าทำไมตนเอง ก็ว่าฝึกดีแล้ว แต่ไม่กระเตื้องขึ้น จะได้หมั่นตรวจสอบว่าที่ตนเองฝึกทำนั้น มันเป็นเพียงแง่เดียว มุมเดียว ยังไม่รอบด้าน ส่วนอื่นยังละเลย ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร จึงไม่พัฒนานั่นเอง 


1)
ใจ ที่ว่า “ใจ” นั้น เพราะ “ใจ” เป็นประธาน ในพฤติกรรมของคนเราทั้งมวล จะได้ดี , จะตกต่ำ , สำเร็จหรือล้มเหลว ก็เพราะใจเป็นที่ตั้ง โดยที่ใจนั้นต้องเป็นใจที่คิดบวก มองหาแต่สิ่งดีๆในตัวเราและผู้อื่นในทุกสถานการณ์ เช่น คู่ประกบที่เราเคยเจอทุกสนาม ตอนนี้เขาพัฒนาขึ้นมาก เราต้องเข้าใจว่า นี้เป็นนิมิตที่ดีจะได้เป็นสิ่งกระตุ้นให้เราฝึกได้เร็วขึ้นด้วย ไม่ใช่ “ตายละวา ฉันแพ้เขาแน่ๆ” 

การคิดบวก คือ การให้โอกาสตนเอง ผิดพลาดแล้วเริ่มต้นใหม่อย่างไม่มีจำนวนจำกัด ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีใครที่วิ่งเก่งตั้งแต่เกิด ตราบใดที่รู้ตัว เราย่อมเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ คิดบวกด้วยการก้าวไปพร้อมกับผู้อื่น อย่างที่ อาจารย์บุญส่งกำลังบอกแนวทางอยู่นี่ไง ท่านไม่หวงวิชา บอกให้คนที่ทำได้เอาไปทำ เพื่อท้ายที่สุด ผลดีก็จะตกอยู่กับตัวผู้ปฏิบัตินั่นเอง ในที่อื่นเราจะพบว่านักวิ่งบางคน คุยเรื่องอะไรก็คุยได้ พอชวนคุยเรื่องเคล็ดลับการฝึก เริ่มออกอาการหวงวิชา พูดน้อยลง ถามคำตอบคำ ไม่มีคำอรรถาธิบายรายละเอียด ความรู้ที่บอกไป ก็เอาไปทำในภาคปฏิบัติไม่ได้ 

คิดบวก ที่ดำรงอยู่และจัดการกับสิ่งต่างๆอย่างปราศจากความวิตกกังวล จัดการในสิ่งที่พึงจัดการ และเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราจะลงมือทำไม่ได้ 

ใน อีกด้านหนึ่ง “ใจ” เป็นใจที่ต้องดูแลปกครองตนเองให้อยู่ในกรอบที่พอเหมาะพอควร ไม่เตลิดไปกับความอยากวิ่งมากเกินไป , วิ่งเร็วเกินไป และวิ่งอย่างกระชั้นชิดเกินไป เราเป็นนักวิ่ง มันอยากวิ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่บางครั้ง (บ่อยเสียด้วย) ร่างกายไม่อำนวย ระยะนั้นไม่สมบูรณ์ ซ้อมไม่ถึง การที่จะออกสนามบ่อยขนาดไหนต้องรู้จักประมาณตน หรือ การบาดเจ็บจากวิ่ง ต้องพักให้หายดีเสียก่อนค่อยออกมาวิ่ง กลับทนไม่ไหว ออกมาแล้ว กลับเจ็บอีก กลายเป็นเรื้อรัง แทนที่จะหยุดเพียง 1 สัปดาห์ กลายมาเป็นต้องหยุดไป 2 เดือน หายบ้าไปเลยเพราะปรนเปรอตามใจตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล 

ใจในแง่ นี้ คือใจที่ระงับยับยั้ง ไม่ให้เข้าฟาดฟันต่อตี ที่จอมยุทธทุกผู้ยอมรับว่า “ยากกว่า” ใจที่หาญเข้าบุกทะลุทะลวงมากนัก (ให้ตามไปอ่านบทความเรื่อง “วิ่งเนี่ยะ.....มันอยู่ที่ใจ” ของผู้เขียนประกอบด้วย) 

การใดๆก็ตาม หากเราต้องการสิ่งนั้นมากพอ เราย่อมทำ ย่อมสรรหามันได้เสมอ แม้บางเรื่องก็ชอบนะ ก็อยากอยู่ แต่เมื่อมันมีระดับความต้องการที่ไม่มากพอ มันจึงเฉไปหาสิ่งเร้าอื่นเสมอ แต่หากคุณรักที่จะพัฒนาวิ่งมากพอ เท่าเทียมหรือมากกว่าแชมป์ คุณก็สามารถอุทิศทุ่มเทได้นั่นเอง 

ใจตรงนี้ พวกเราต้องมีให้ได้ นี้เป็นประการแรก 

2)
วินัย การมีใจรักอย่างเดียวแต่ไร้วินัยก็ล้มเลิกเร็วมาก เราต้องแจ่มชัดในภาพฝันที่เราปรารถนาเสียก่อน เมื่อชัดเจนแล้วเราจะมั่นคงได้ไม่โลเล ตอนที่นึกฝัน ไม่ใช่เห็นแต่ภาพว่าฉันจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เท่านั้น แต่ต้องจินตนาการไปด้วยว่า การฝึกปฏิบัติเพื่อให้ถึงจุดตรงนั้น มีบางครั้งเท่านั้นที่จะฝึกได้อย่างสบาย มีบ้างที่ไม่อยากฝึกและเบื่อหน่ายก็ยังเป็นไปได้ คนเราคิดอ่านจะทำการใหญ่ใดๆต้องรู้จักวินัยควบคุมกายใจ ซ้อมเป็นซ้อม , พักเป็นพัก , หนักเป็นหนัก , เบาเป็นเบา ต้องรู้ อย่ามั่ว , อย่าวิ่งสะเปะสะปะกับเพื่อนวิ่งตามอารมณ์ วันนั้นจะกลายเป็นไม่ได้วิ่งตามเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ว่าจะฝึกอะไร เป้าหมายคลาดเคลื่อน 

3)
ความรู้ ถ้ามีใจให้ มีวินัยช่วยสานต่อ แต่ถ้าเป็นไปอย่างปราศจากองค์ความรู้ ผลลัพธ์ที่ดีย่อมไม่บังเกิด เข้าภาษิตโง่แต่ขยัน ต่อให้ฝึกจนตายได้ระยะทางเยอะแยะ เสียเหงื่อเป็นปี๊บ แต่เป้าหมายวิ่งเอื้อมไม่ถึง (Junk Miles) ตรงนี้ ความรู้ที่ว่าด้วยเวชศาสตร์กีฬาในพอศอนี้ มีผลวิจัยมากพอสมควรที่เราจะหารู้ได้ไม่ยากนัก 

ตัวความรู้ สามารถแบ่งออกย่อยๆเป็น ศาสตร์อย่างหนึ่ง กับ ศิลป์อีกอย่างหนึ่ง ศาสตร์จะเป็นเรื่องของตัวการฝึก เป็นเนื้อหาเดียวกับที่โค้ชดูแลให้เราวิ่งตามตารางที่วางไว้อย่างฉลาดว่า คอร์ทอย่างไร ยืดเส้นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งจะไม่ขยายในที่นี้ เกือบทั้งหมดคือสิ่งที่เราพยายามสรรหาเกี่ยวกับสูตรวิ่งต่างๆนั่นเอง 

ส่วน ตัวศิลป์ หรือศิลปะ ก็เป็นตัวความรู้อีกอย่างหนึ่งนั่นเองที่ต้องฝึกเรียนรู้ไป เพื่อปรับเปลี่ยนเอาศาสตร์นั้นไปใช้กับตัวเองในทางปฏิบัติให้ได้ ลำพังความเป็นตัวศาสตร์ก็ว่าไว้อย่างกลางๆ มันมีหลักการของมันวางอยู่ให้ใครๆหยิบไปใช้ แต่ศิลป์ตรงนี้นับเป็นความสามารถดัดแปลงศาสตร์รู้นี้เข้ากับวัตรปฏิบัติ , สอดรับกับจริตของผู้ฝึก ให้ดำเนินไปอย่างมีแรงเสียดทานให้น้อยที่สุด ของอย่างนี้ต้องหยั่งจิตใจผู้ฝึกให้ถึงด้วย 

จะว่าไปแล้ว ทั้งหมดนี้
1) ใจ
2) วินัย
3) ความรู้ = ประกอบด้วย 3.1 ศาสตร์ และ 3.2 ศิลปะ
มี เพียงตัวศาสตร์ 3.1 เท่านั้นที่เราได้มาจากที่อื่น (ปรโตโฆษะ) ส่วนประการที่เหลืออื่นย่อมเกิดภายในตัวเอง ด้วยการไตร่ตรองดำริอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ที่บุพการีอาจปูพื้นมาตั้งแต่การอบรมบุคลิกเราให้เป็นคนเยี่ยงไรด้วยตั้งแต่ ยังเล็ก มีส่วนอยู่มาก 
ดังนั้นเมื่อนักวิ่งคนหนึ่งฝึกแล้วพัฒนาขึ้น แต่อีกคนไม่พัฒนาขึ้น ทั้งๆที่ฝึกสูตรเดียวกัน จึงย่อมยังมีความเป็นไปได้ด้วยเหตุนี้เอง 
ศิลปะ ของการฝึกวิ่งจึงเป็นเรื่องของความสามารถปรับเปลี่ยนให้ตัวเองได้รับผลของ การฝึกแต่ละชนิดที่กำหนดไว้ในตารางวิ่ง ที่เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดทุกฝีก้าวมิใช่หรือ? โดยที่หน้าที่ศิลปะจะทำก็คือเกาะเกี่ยวร้อยรัดไปกับใจและวินัยอย่างเป็น บูรณาการ ในทิศทางที่ศาสตร์ได้กำหนดไว้ 

ถ้าเพื่อนๆนักวิ่งทำได้อย่างนี้ ผมรับประกันว่าความสำเร็จในโลกแห่งการวิ่ง จะต้องมาถึงคุณอย่างแน่นอน 
 
โดย กฤตย์ ทองคง ( 2008-09-01  เวลา 10:07:00)
จาก Thai Jogging Club   www.thaijoggingclub.net

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น